วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552



จากน้ำมันมาเป็นพลาสติก


ถ้าเราโยนของใช้ในบ้านทุกชิ้นที่มีพลาสติกเป็นส่วนประอบออกไป เราจะเหลือของ อยู่ในบ้านสักกี่ชิ้น ห้องครัวของบ้านหลายหลังคงว่างเปล่า พรมและที่เช็ดเท้า คงหายไป เกือบหมด ที่แน่นอนคือจะไม่มีโทรศัพท์ เครื่องเสียง หรือโทรทัศน์เหลืออยู่อีก ที่นี้ลอง นึกถึงสิ่งอื่นบ้างที่ทำจากพลาสติก เช่น บัตรเครดิต หิมะเทียม ข้อต่อ สะโพกเทียม ฯลฯ ปัจจุบันชาวออสเตรเลียถึงกับใช้ธนบัตรพลาสติกกันแล้ว คำว่า “พลาสติก” หมายถึงวัสดุที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นจากธาตุพื้นฐาน 2 ชนิดคือ คาร์บอนและไฮโดรเจน ซึ่งเมื่อเติมสารบางอย่างลงไปจะทำให้พลาสติกมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น แข็งแกร่ง ทนความร้อน ลื่นและยืดหยุ่น เราอาจสังเคราะห์พลาสติกชนิดต่างๆ ได้มากมาย โดยการเติมสารเคมีชนิดต่างๆ ในสัดส่วนและด้วยกรรมวิธีที่แตกต่างกัน นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังพัฒนาพลาสติกให้มีคุณสมบัติดียิ่งขึ้นอีก เช่น แกร่งเทียมเหล็กกล้า ใสและกันน้ำได้เหมือนกระจก ซ้ำราคาถูกเหมือนกระดาษ การสร้างรถยนต์คันแรกๆ สมัยต้นศตวรรษนั้นใช้วิธีการง่ายๆ ซึ่งไม่แตกต่าง จากการสร้างรถม้ามากนัก แต่สิ้นเปลืองเวลาและต้นทุนมากกว่า เพราะคนงาน จะต้อง ค่อยๆ ตอกแผ่นเหล็กทีละแผ่นลงบนโครงไม้ แม้ว่าในสมัยนั้น มีอุตสาหกรรม บางอย่าง ใช้วิธีการผลิตเป็นจำนวนมากแล้ว เช่น การผลิตปืนและรอกในเรือ แต่อุตสาหกรรม รถยนต์นั้น ดูเหมือนกำลังรอคอยยอดอัจฉริยะ นักจัดการอย่าง เฮนรี ฟอร์ด พลาสติกประกอบโมเลกุลขนาดใหญ่เรียกว่า “พอลิเมอร์” (polymer) ซึ่งเกิดจาก โมเลกุลขนาดเล็กที่มาต่อเข้าด้วยกันเป็นสายยาวเหมือนโซ่ สายโมเลกุลเหล่านี้จะเกี่ยวพันกัน จึงทำให้พลาสติกแข็งแกร่ง กว่าจะดึงสายโมเลกุลพลาสติกให้แยกจากกันได้ ก็ต้องใช้แรง มากพอสมควร พลาสติกส่วนใหญ่จัดเป็น “เทอร์โมพลาสติก” (thermoplastics) ซึ่งเมื่อได้รับ ความร้อนประมาณ 200 องศาเซลเซียส สายโมเลกุลของพลาสติก จะคงสภาพอยู่ได้ แต่จะแยกตัวห่าง พอที่จะเลื่อนซ้อนกันได้อีก ดังนั้น เราจึงนำพลาสติกชนิดนี้ มาหลอม และหล่อใหม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อพลาสติกเย็นลง ก็จะมีรูปใหม่ที่แข็งแกร่งเหมือนเดิม ส่วนพลาสติกชนิดที่ถูกความร้อนครั้งหนึ่ง แล้วก็หมดคุณสมบัติ ในการเปลี่ยนแปลง รูปร่างนั้น จะไม่สามารถนำมาหล่อใหม่ได้อีก พลาสติกชนิดนี้เรียกว่า “เทอร์โมเซ็ตติง พลาสติก” (thermosetting plastics)
กระบวนการที่ทำให้โมเลกุลขนาดเล็กมาต่อรวมกันเข้าจนมีขนาดใหญ่ขึ้นนั้น เรียกว่าการเกิดพอลิเมอร์ (polimerisation) ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามชนิดของพลาสติก แต่มักต้องอาศัยความดันสูง และใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา (catalyst) กระตุ้นให้โมเลกุลขนาดเล็ก มายึดต่อเข้าด้วยกัน อะตอมคาร์บอนและไฮโดรเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ของพลาสติกทุกชนิดนั้น ได้มาจากน้ำมันดิบ ซึ่งประกอบด้วยไฮโดรคาร์บอน (โมเลกุลของไฮโดรเจน และคาร์บอน รวมกัน) สารไฮโดรคาร์บอนมีตั้งแต่ชนิดโมเลกุลไม่ซับซ้อน เช่น แก๊สมีเธน (ประกอบด้วย คาร์บอน 1 อะตอม กับไฮโดรเจน 4 อะตอม) จนถึงน้ำมันดินและยางมะตอย ซึ่งโมเลกุล ประกอบด้วยหลายร้อยอะตอม กระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ สามารถสกัดไฮโดรคาร์บอนออกมาได้ มากมายหลายชนิด หนึ่งในจำนวนนี้คือ แก๊สอีเธน (มีโมเลกุลประกอบด้วยคาร์บอน 2 อะตอมกับไฮโดรเจน 6 อะตอม) แก๊สอีเธนอาจเปลี่ยนเป็นแก๊สชนิดอื่นได้ เช่น เอธิลีน ซึ่งเมื่อผ่านการเกิดพอลิเมอร์ จะได้พลาสติกที่เรียกว่า พอลิเอธิลีน (หรือพอลิธีน) แก๊สโพรเพนก็รวมตัวกัน เป็นพลาสติก ที่เรียกว่า พอลิโพรพิลีน ได้ในทำนองเดียวกัน พลาสติก 2 ชนิดนี้นิยมใช้ทำขวด ท่อ และถุงพลาสติก พลาสติกอีกชนิดที่เรียกว่า พีวีซี (PVC ย่อจาก พอลิไวนิล คลอไรด์) นั้นก็มี องค์ประกอบ ทางเคมีคล้ายกับพอลิธีน ต่างกันแต่อะตอมของไฮโดรเจน จะถูกแทนที่ด้วย อะตอมของคลอลีน พลาสติกพีวีซีมีคุณสมบัติ “ทนไฟ” จึงปลอดภัยที่จะนำไปทำผลิตภัณฑ์ในบ้าน แต่ถ้าใส่อะตอมของฟลูออรีน 4 อะตอมแทนที่จะเป็นอะตอมของคลอรีน ก็จะได้สารที่เรียกว่า พีทีเอฟอี (PTFE) ย่อมาจาก พอลิเททระฟลูออโรเอธิลีน หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “เทฟลอน” (TEFLON) ที่ใช้เคลือบหม้อและกระทะกันติด ตลอดจนลูกปืนของเครื่องจักรกลมีพอลิเมอร์มากมายหลายชนิดที่ผลิตขึ้นในห้องปฏิบัติการได้ แต่มีไม่กี่ชนิดเท่านั้น ที่มีคุณสมบัติเหมาะนำไปใช้ผลิตในเชิงอุตสาหกรรม- เอื้อเฟื้อข้อมูลจาก หนังสือ รู้รอบ ตอบได้ จากหนังสือ รีดเดอร์ส ไดเจสท์
www.readersdigest.co.th


ช้างเดินบนถนนกลางแดดร้อนหรือไม่


ในยามที่พื้นที่ป่าลดลงเรื่อยๆ เราได้เห็นสัตว์ใหญ่ช้างมาเดินในเมืองใหญ่มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตกรุงเทพมหานคร เห็นช้างเดินในป่าคอนกรีตแล้วหลายคนก็นึกเห็นใจช้างว่า เมื่อก่อนเดินในป่าดงพงไพร มีหญ้ามีดินคอยรองรับตีนอยู่ แต่ในป่าคอนกรีตนั้น ไม่มี และตีนช้างที่ย่ำลงไปก็น่าที่จะร้อน ดูเป็นการทรมานสัตว์
แต่ช้างร้อนตีนจริงหรือ สัตว์อื่นที่ตีนเปล่าเหมือนกับช้าง เช่น หมาเป็นต้น จะได้รับความทุกข์ทรมานในเรื่องนี้หรือไม่ เรื่อนี้มีคำอธิบายครับ การที่สุนัขเดินไปในที่ที่ร้อน อย่างผิวถนนยางมะตอยยามเที่ยง สุนัขก็ร้อนได้อย่างที่คนเรารู้สึก เพียงแต่ว่าสุนัขนั้นน้ำหนักเบาและเดินหรือวิ่งเร็ว โอกาสและช่วงเวลาสัมผัสก็น้อยลง ถ้าต้องยืนแช่เมื่อไรก็จะร้อนจนทนไม่ไหวเช่นเดียวกับคนเหมือนกัน
ส่วนช้างนั้นก็มีความรู้สึกร้อน เดินบนผิวพื้นที่ร้อนหรือสัมผัสความหยาบกระด้าง ก็จะรู้สึกเช่นกัน เพราะพื้นผิวของฝ่าตีนช้างคือหนังที่หนาตัวขึ้นมา คล้ายตาปลาหนาๆ ของเราที่ต้องฝานทิ้งหรือขัดออกไป ฝ่าตีนช้างก็เป็นเช่นกัน สามารถรับความรู้สึกได้ดีเช่นกัน การที่ช้างถูกบังคับให้เดินบนพื้นซีเมนต์หยาบบ่อยๆ ก็เหมือนกับช้างต้องเดินบนกระดาษทราย ทำให้ผิวฝ่าตีนสึกไปโดยปริยาย แต่ปัญหาที่รุนแรงกว่า คือการยืนแช่ในน้ำแฉะ และถูกเศษวัสดุทิ่มตำ เช่น ตะปู เศษแก้ว หินคม เป็นต้น ช้างก็อาจติดเชื้อและเกิดปัญหาลุกลามใหญ่โตได้


วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สุขภาพดีมีรายได้กับน้ำมันรำข้าว




เกี่ยวกับน้ำมันรำข้าวและสรรพคุณน้ำมันรำข้าว และ จมูกข้าว


มีสัดส่วนระหว่าง กรดไขมันอิ่มตัวและกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เหมาะสมจึงมีคุณประโยชน์และเหมาะสมต่อการบริโภคมากที่สุดน้ำมันรำข้าว และ จมูกข้าวที่ผ่านการสกัด อย่างพิถีพิถัน จะสามารถคงคุณค่าความเข้มข้น ของสารประกอบสำคัญต่างๆ ที่ช่วยในการดูแล สุขภาพของเราส่วนประกอบสำคัญของ น้ำมันรำข้าว และ จมูกข้าว
1.กรดไขมันอิ่มตัว ( Saturated Fatty Acid)
2.กรดไขมันไม่อิ่มตัว ( Unsaturated Fatty Acid)
3.แกมมา ออริซานอล ( Gamma-Orizanol)
4.เซราไมด์ ( Ceramide)
5.ฟอสฟอไลปิด ( Phospholipids)
6.โทคอลกรุ๊ป ( Tocols Group)


รายละเอียดของส่วนประกอบที่สำคัญในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว


1. กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acid) โดยทั้วไป แนะนำให้บริโภคกรดไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 10% ของพลังงานทั้งหมด น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 10% จึงเหมาะสมต่อการบริโภคเพื่อการดูแลสุขภาพ


2. กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acid) กรดไขมันไม่อิ่มตัวมีบทบาทต่อการลดระดับไขมันในเลือด โดยลดแอลดีแอล-คลอเลสเตอรอล (LDL-C, Low Density Lipoprotein-Cholesterol) ซึ่งเป็นคลอเลสเตอรอลที่ไม่ดี และช่วยเพิ่มเอชดีแอล-คลอเลสเตอรอล (HDL-C, High Density Lipoprotein-Cholesterol) ซึ่งเป็นคลอเรสเตอรอลที่ดี จึงช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด


3. แกมมา ออริซานอล (Gamma-Orizanol)เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว มีคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการด้วยกัน คือ- ช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเลือด- ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต- ช่วยลดอาการผิดปกติต่างๆ ของสตรีวัยทอง- มีคุณสมบัติเป็นสารต้านการเกิดอนุมูลอิสระและป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเล็ท- ช่วยทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น - ช่วยลดอาการอักเสบต่างๆ ได้


4. เซราไมด์ (Ceramide) เป็นองค์ประกอบของไขมันในชั้นผิวหนัง (Sphingolipid) ซึ่งมีความสำคัญในการปกป้องผนังเซลล์ในการถูกทำลาย มีความสามารถในการเก็บกักน้ำได้ดี ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำจากผิวหนัง ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น และชุ่มชื้น


5. ฟอสฟอไลปิด, เลซิติน (Phospholipids, Lecithin) เป็นโครงสร้างของเยื่อหุ้มต่างๆ ของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยื้อหุ้มเซลล์สมองและประสาท ทำให้สื่อกระแสประสาททำงานได้ดีขึ้น ช่วยปกป้องเซลล์ประสาทจากสารพิษและอนุมูลอิสระต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมด้านความจำ และช่วยลดอาการเครียดได้อีกด้วย


6. โทคอลกรุ๊บ, วิตามิน อี (Tocols Group, Vitamin E) ประกอบด้วย วิตามิน อี (Vitamin E หรือ Tocophenol) โทโคฟีนอล (Tocophenol) ไทโคไตรอีนอล (Tocotrienol) มีหน้าที่ในการเพิ่มความแข็งแรงให้แก่เซลล์ ช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ และป้องกันการแก่ก่อนวัย
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ไวทอลสตาร์, น้ำมันจมูกข้าว, น้ำมันรำข้าว, ไวทอลสตาร์, ต้านมะเร็ง, อัมพฤกษ์, อัมพาต, โรคหัวใจ,

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว มีสารอาหารต่างๆที่จะช่วยแก้ปัญหาด้านสุขภาพดังนี้-ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็ง -ป้องกันแสง UV -ช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ ลดความเครียด -ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ชุ่มชื้น ปราศจากริ้วรอยเหี่ยวย่น -มีสารที่ช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด, ลด LDL, เพิ่ม HDL
-ช่วยลดอัตราเสียงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด -ช่วยรักษาอาการผิดปกติของ ชาย หญิง วัยเจริญพันธุ์ และ สตรีวัยทอง
-ช่วยเรื่องมีบุตรยาก ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ มดลูกแข็งแรง-กระชับ
-ลดภาวะท้องผูก ลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่ -ลดอาการไมเกรน ลดความเครียด ยังช่วยให้นอนหลับสบาย
-มีโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมอง และ ความจำ -มีโอเมก้า 6 ซึ่งช่วยให้ผิวหนังสดใส -ช่วยระบบสืบพันธ์ให้ทำงานปกติ -ยังมีวิตามิน เอ,บี.รวม, เบต้าแคโรทีน แคลเซียม เหล็ก เซเลเนียม สังกะสี แมงกานีส -สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ ซึ่งมีอยู่ในน้ำมันจมูกข้าวชนิดแคปซูล
สุขภาพที่ดีต้องเริ่มจากภายใน น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ชนิดแคปซูล Vital Star
• มีสารแกมม่า-ออไรซานอล Gamma-Oryzanol
ช่วยลดระดับไขมัน คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์( Triglyceride ) ในเส้นเลือด ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด ทำให้อวัยวะ สำคัญต่างๆ เช่น ตับ ไต หัวใจ สมอง ตับอ่อน และอื่นๆ มีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้นและที่เสื่อมสภาพก็กลับฟื้นตัว และทำงานได้อีกครั้ง ช่วยลดอัตราการ เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ, โรคตับ, โรคไต, โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง และโรคความจำเสื่อม เป็นต้น
นอกจากนี้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(Oxidation) และยังป้องกันแสงยูวีได้
• มีสารฟอสโฟไลปิด (Phospholipids) เช่น เลซิติน (Lecithin), เซฟฟฟาลิน (Cephalin), ไลโซเลซิติน (Lysolecithin)
ซึ่ง มีส่วนสำคัญในการนำไปสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสาทสมอง และช่วยป้องกันเซลล์ประสาทจากสารที่เป็นพิษและอนุมูลอิสระต่างๆ ช่วยลดการเครียด และช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ ช่วยลดระดับของ แอล ดี แอล (LDL) คอเลสเตอรอล ซึ่งก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย ช่วยเพิ่มระดับของ เอช ดี แอล (HDL) คอเลสเตอรอล ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดระดับไขมันไตรกรีเซอไรด์ ( Triglyceride ) ในเส้นเลือด มีผลให้ความดันโลหิตลดลงและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
• มีกรดไขมันไลโนเลนิค ( Linolenic acid ) หรือโอเมก้า 3 (Omega 3) ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันภาวะ เสื่อมของสมองและความจำ ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็น โดยมีอยู่ประมาณ 33 %
• มีกรดไขมันไลโนเลอิค ( Linoleic acid ) หรือโอเมก้า 6 (Omega 6), ช่วยให้ผิวหนังสดใสและช่วยระบบสืบพันธุ์ให้ทำงานเป็นปกติ ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็น โดยมีอยู่ประมาณ 33 % ช่วยรักษาอาการผิดปกติของ ชาย หญิง วัยเจริญพันธุ์ และสตรีวัยทอง
• มีโทคอล (Tocols) วิตามินอีธรรมชาติ ในรูปของโทโคเฟอรอล ( Tocopherol ) และโทโคไทรอีนอล ( Tocotrienol )
มีประโยชน์ในการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกายและยังช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ(Oxidation) ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง
• มีสารเซราไมด์ ( Ceramide )
ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น การเสริมเซราไมด์ให้เพียงพอทั้งโดยการรับประทานหรือการให้ทางผิวหนังในรูปการทาครีมหรือโลชั่น จะช่วยรักษาผิวพรรณให้ สดชื่นเปล่งปลั่ง ปราศจากริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร
นอกจากนี้เซราไมด์ยังมีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) ซึ่งสามารถยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน (Melanin) อันเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำบนผิวพรรณได้ดี และยังเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวอีกด้วย ช่วยบำรุงผิวพรรณให้นุ่มนวลอ่อนเยาว์ ลบเลือนริ้วรอย ด่างดำ เหี่ยวย่น ฝ้าและกระ
• มีวิตามินบี-คอมเพล็ก (B-Complex) ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น ลดภาวะท้องผูก เนื่องจากทำให้อุจจาระอ่อนตัวและเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่
• มีสารเมลาโทนีน (Melatonin ) ช่วยให้นอนหลับสบาย

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ปีใหม่เที่ยว เลย กันดีกว่า






สวนหินผางาม
สวนหินผางาม ชมคุนหมิงและกุ้ยหลินเมืองเลย เป็นเทือกเขาหินปูนในพื้นที่ประมาณ 9,000 ไร่ ประกอบไปด้วยเขาหินปูนขนาดใหญ่สามลูก คือ เขาแผงม้า เขาหินปูน และภูผาแคง และมีภูเขาหินปูนขนาดเล็กอีกไม่ต่ำกว่า 500 ลูก เขาหินปูนเหล่านี้มีลักษณะเป็นผาหินรูปทรงแปลกตา เต็มไปด้วยซอกหลืบและโพรงที่เชื่อมโยงกันอย่างน่าอัศจรรย์ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นคุน-หมิงและกุ้ยหลินเมืองเลย ที่ตั้ง อยู่ที่บ้านผางาม ต. ปวนพุ กิ่ง อ. หนองหิน ห่างจากตลาดหนองหินประมาณ 18 กม. สิ่งน่าสนใจ สวนหินผางาม หรือคุนหมิงเมืองเลย เป็นภูเขาหินปูนขนาดใหญ่น้อยกระจายทั่วบริเวณ บนเขาเต็มไปด้วยโขดหินและเพิงผาทรงแปลกตา จินตนาการได้หลายรูปแบบ และมีต้นไม้แคระแกร็นขึ้นอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะต้นจันทน์ผา ภูเขาบางลูกสามารถเดินทะลุผ่านไปได้ บางลูกก็เป็นซอกหินสลับซับซ้อน ทาง อบต. ปวนพุได้จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติเที่ยวชมสวนหินผางามเป็นวงรอบ ระยะทางประมาณ 1 กม. ใช้เวลาเดินราว 1 ชม. โดยมีเจ้าหน้าที่คอยนำทางและให้ความรู้ตลอดเส้นทาง จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ทางเดินอ้อมภูเขาไปทางซ้ายมือประมาณ 200 ม. ก็ถึงทางเข้าสู่เขาวงกต ระหว่างทางจะพบกับผาและโขดหินรูปทรงต่าง ๆ จินตนาการได้คล้ายกับหน้าคน ช้างร้องไห้ ถ้ำส่องดาว เต่า สุนัขหมอบ และดวงตา ผ่านทางเข้ามาราว 300 ม. ก็ถึงทางขึ้นเขาวงกต เป็นทางเดินขึ้นสู่ภูเขาที่เหมือนกำแพงหินตระหง่าน ตามโขดหินเต็มไปด้วยพืชทนแล้ง เช่น จันทน์ผา ปรง ตะบองเพชร และปอทองที่มีลำต้นสีเหลืองสูงชะลูดเป็นพันธุ์ไม้เด่นของภูเขาหินปูนแถบนี้เมื่อถึงกำแพงหินแล้ว ต้องเดินไต่ขึ้นเขาหินปูนมาตามบันไดชันแต่ไม่สูงนัก จนถึงจุดที่พบฟอสซิลสัตว์ทะเลยุคดึกดำบรรพ์บนโขดหินขนาดใหญ่ จากการศึกษาพบว่ามีอายุราว 255 ล้านปี จากนั้นทางเดินลัดเลาะต่อไปตามซอกหิน ที่มีสะพานให้เดินมุดลอดไป ทางเต็มไปด้วยเถาวัลย์ระเกะระกะ พบช่องหินใหญ่เป็นโพรงถ้ำและมีหินคล้ายพญานาค บางช่วงต้องเดินก้มลอดซอกแคบ เรียกว่า ช่องคารวะ แล้วเดินลงสะพานผ่านไปตามป่ารก ๆ ที่มีไม้เลื้อยคลุมโขดหินเต็มไปหมด เมื่อลงจากสะพานจะเดินเข้าไปในหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยเพิงผาหินปูน จนถึงแดนมหัศจรรย์ 1 เป็นเพิงผาหินขนานกันสองด้าน จากนั้นเข้าสู่ช่องแคบ ๆ เรียกว่า ช่องสรีระ ซึ่งจะนำเข้าสู่ผาวงกต เป็นทางคดเคี้ยววกวนไปตามซอกผาราวกับเขาวงกตจริง ๆ เต็มไปด้วยซอกโพรงหินรูปทรงประหลาด บางช่วงมีรากใบพลูช้างห้อยลงมาเป็นสายคล้ายเถาวัลย์ทาร์ซาน หินบางก้อนมีลักษณะคล้ายไดโนเสาร์ หัวใจ และมงกุฎ จนกระทั่งมาออกสู่จุดชมทิวทัศน์ที่เรียกว่า หอดูดาว เป็นจุดที่มองเห็นเทือกเขาหินปูนเป็น กำแพงล้อมรอบผืนป่าเบื้องล่างได้รอบทิศ ถ้าโชคดีอาจได้เห็นฝูงลิงวิ่งไต่ไปตามโขดหิน บริเวณนี้ยังมีต้นปรงยักษ์หรือปรงเขาอายุหลายร้อยปี ลำต้นสูงหลายเมตรยืนต้นอยู่ นับเป็นต้นไม้ดึกดำบรรพ์ อีกชนิดหนึ่งจากหอดูดาว ทางตัดลงเขาไปยังพื้นที่ราบ เพื่อขึ้นรถอีแต๊กกลับศูนย์บริการฯ ทางขวามือจะมองเห็นผาบ่องซึ่งเป็นช่องเขาทะลุออกไปอีกด้านหนึ่ง ดูน่าอัศจรรย์ ถ้ำพระโพธิสัตว์ อยู่ห่างจากตลาดหนองหินประมาณ 9 กม. ใช้เส้นทางเดียวกับสวนหินผางาม เมื่อถึงบ้านปวนพุ ระยะทางประมาณ 7 กม. มีทางแยกขวามือข้าง อบต. ปวนพุ เลี้ยวไปราว 500 ม. จะมีทางแยกซ้ายมืออีกประมาณ 1.5 กม. เข้าสู่วัดถ้ำพระโพธิสัตว์ - ติดต่อคนนำทางได้ที่ อบต. ปวนพุ ค่านำทางกลุ่มละ 100 บาท ถ้ำพระโพธิสัตว์หรือกุ้ยหลินเมืองเลย มีลักษณะเป็นโตรกผาและสวนหินสวยงามแปลกตาเช่นเดียวกับสวนหินผางาม แต่พื้นที่มีขนาดเล็กกว่า นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาเที่ยวกันน้อยกว่าสวนหินผางาม จากลานจอดรถข้างวัดถ้ำพระโพธิสัตว์ มีทางเดินไปตามป่าไผ่ประมาณ 300 ม. จึงถึงเชิงเขาและทางเข้าถ้ำพระโพธิสัตว์ มีเส้นทางชมธรรมชาติผ่านไปตามโพรงถ้ำที่แบ่งออกเป็นคูหามากมาย แต่ที่นี่มีลักษณะเป็นผนังหินขรุขระสูงทะมึน ดูลึกลับน่ากลัว แต่ละคูหามีชื่อเรียกและสิ่งน่าสนใจตามลำดับดังนี้ ถ้ำซุ้มบาดาล เป็นทางเข้าคูหาแรก หินนางเงือก เป็นผนังหินลักษณะคล้ายนางเงือก ท้องพระโรง เป็นคูหาใหญ่ที่มีหินงอกหินย้อยงดงามที่สุดของถ้ำพระโพธิสัตว์ จากนั้นก็ผ่านห้องโถงใหญ่ที่ผนังทุกด้านเป็นผาสูงขรุขระตะปุ่มตะปํ่าและเต็มไปด้วยรากไม้ใหญ่ห้อยเกาะอยู่ เรียกว่า ห้าแพร่ง แล้วก็มาถึงหนึ่งเดียว ที่เป็นถ้ำแคบ ๆ ตามด้วยขังแปด เสาหลักเมือง ถ้ำดอกหิน และเมืองลับแล สุดท้ายจะพบถ้ำนางพญา และถ้ำมาลัย ซึ่งมีหินงอกหินย้อยสวยงาม จากนั้นมีทางลัดเดินอ้อมกลับมาสู่ทางเข้าได้โดยไม่ต้องย้อนกลับทางเดิม สวนสวรรค์ ใช้เส้นทางเดียวกับสวนหินผางาม แต่สวนสวรรค์จะถึงก่อน โดยอยู่ที่บ้านสวนห้อม ทางเข้าอยู่ขวามือตรงข้ามวัดสวนห้อม - ต้องติดต่อคนนำทางจากบ้านสวนห้อมหรือที่ อบต. ปวนพุ ค่านำทางกลุ่มละ 100 บาท สวนสวรรค์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ทาง อบต. ปวนพุได้จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมธรรมชาติอันมหัศจรรย์ของเทือกเขาหินปูน เช่นเดียวกับสวนหินผางามและถ้ำพระโพธิสัตว์ แต่ที่สวนสวรรค์จะให้มุมมองที่ต่างออกไป เพราะเป็นการเดินผ่านไปบนสันเขาหินปูน จากบ้านสวนห้อมต้องนั่งรถอีแต๊กมาที่เชิงเขาประมาณ 1 กม. แล้วจึงเริ่มต้นเดินไต่ขึ้นไปบนเขาหินปูน จนกระทั่งถึงยอดเขา หลังจากนั้นต้องเดินไปบนสะพานไม้ที่จัดขึ้นเพื่อให้เดินได้สะดวกท่ามกลางซอกรอยแตกของยอดเขาหินปูน เป็นระยะทางประมาณ 500 ม. ระหว่างทางจะได้พบกับพืชพันธุ์ทนแล้งบนเขาหินปูนนานาชนิด ท่ามกลางโขดหิน ตะปุ่มตะปํ่าของเขาหินปูนและท้องฟ้ากว้าง ให้บรรยากาศราวกับสวนสวรรค์ จากยอดเขา เส้นทางไต่ลงมาสู่เชิงเขาอีกครั้ง เพื่อเที่ยวชมถ้ำที่พบอยู่มากมายตามเทือกเขาหินปูนแถบนี้ บางแห่งตื้น บางแห่งลึก บางแห่งสามารถเดินทะลุถึงกันได้ หลายแห่งมีหินงอกหินย้อยสวยงาม โดยเฉพาะถ้ำตุ๊กตา ที่ถือว่าโดดเด่นที่สุด หลังจากเที่ยวชมถ้ำจนเป็นที่พอใจแล้วก็เป็นอันสิ้นสุดการเที่ยวชมสวนสวรรค์ โดยมีรถอีแต๊กมารับกลับโดยไม่ต้องเดินย้อนไปทางเดิมเช่นเดียวกับสวนหินผางาม น้ำตกเพียงดิน อยู่เลยสวนหินผางามเข้าไปอีกประมาณ 2 กม. จะถึงลานจอดรถด้านบนน้ำตก เป็นน้ำตกหินปูนขนาดเล็กที่เกิดจากลำห้วยไหลตกลงไปตามโขดหินปูน มีสองชั้น ชั้นบนสูงประมาณ 5 ม. ส่วนชั้นล่างสายน้ำแผ่กว้างออกไปตามผาหินกว้างอย่างสวยงาม และมีการก่อปูนขวางทางน้ำด้านล่างจนกลายเป็นแอ่งน้ำใหญ่ เหมาะสำหรับเล่นน้ำ น้ำตกสวนห้อม อยู่เลยบ้านสวนห้อมมาเล็กน้อย บริเวณ กม. ที่ 15 มีทางแยกขวามือเข้าไปอีกประมาณ 1 กม. ถึงลานจอดรถ แล้วมีทางเดินขึ้นบันไดไปอีกประมาณ 100 ม. จึงถึงน้ำตก เป็นน้ำตกหินปูนขนาดเล็ก ที่สายน้ำไหลลดหลั่นลงมาตามชั้นหินปูนอย่างสวยงาม จนถึงแอ่งน้ำเบื้องล่าง บริเวณน้ำตกสวนห้อมเหมาะสำหรับพักผ่อนและเล่นน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของแมกไม้รายรอบ - เปิดทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. - การเดินทางท่องเที่ยวต้องมีผู้นำทาง - การเที่ยวชมจัดกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ค่านำทางกลุ่มละ 100 บาท และค่ารถอีแต๊กคนละ 5 บาท - มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและที่กางเต็นท์ - มีห้องน้ำบริการ - มีร้านอาหารบริการเฉพาะที่สวนหินผางาม - องค์การบริหารส่วนตำบลปวนพุ กิ่ง อ. หนองหิน จ. เลย โทร. 0-1462-1719



รูปภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวสวนหินผางาม





วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แนะนำตัว












ชื่อน.ส.ภัทราภรณ์ พรมดี

ชื่อเล่น น้ำฝน

ศึกษาที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

สถานที่ทำงาน โรงเรียนชุมชนวัดหัวสำโรง(ศรีราษฎร์บำรุง)